บำเหน็จชราภาพคืออะไร ใครได้
บำเหน็จชราภาพคือเงินก้อนที่จ่ายครั้งเดียวให้ผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 ที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน (ถ้าส่งครบ 180 เดือนขึ้นไปจะได้บำนาญรายเดือนแทน) โดยต้องครบเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้
- ส่งเงินสมทบรวมกันไม่ถึง 180 เดือน นับเดือน ม.33 และ ม.39 รวมกัน
- สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เช่น ออกจากงานและไม่ได้ส่ง ม.39 ต่อ
- อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือทุพพลภาพ ถ้าผู้ประกันตนเสียชีวิต ทายาทเป็นผู้รับแทน
ถ้าสิ้นสภาพผู้ประกันตนก่อนอายุ 55 ปี (ไม่ใช่เพราะเสียชีวิต) จะได้รับเงินเมื่ออายุครบ 55 ปี ระหว่างนั้นเงินยังได้ผลตอบแทน เพราะผลตอบแทนคิดถึงวันที่มีสิทธิรับเงิน กรอกช่อง “อายุตอนส่งเงินสมทบเดือนสุดท้าย” เพื่อให้เครื่องคำนวณคิดผลตอบแทนถึงตอนนั้น
บำเหน็จชราภาพคิดอย่างไร
- ส่งไม่ถึง 12 เดือน ได้คืนเฉพาะเงินสมทบกรณีชราภาพส่วนที่ผู้ประกันตนจ่าย (ที่อัตราปกติ 3% ของค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบ) ไม่รวมส่วนของนายจ้างและไม่มีผลตอบแทน
- ส่งตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ได้เงินสมทบกรณีชราภาพทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง ที่อัตราปกติฝ่ายละ 3% ของค่าจ้าง พร้อมผลตอบแทนที่สำนักงานประกันสังคมประกาศ
- ไม่รวมส่วนของรัฐบาล รัฐบาลสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพอีก 1% แต่ไม่ได้นำมาจ่ายเป็นบำเหน็จ
ค่าจ้างแต่ละเดือนคิดไม่เกินเพดานของเดือนนั้น (ดูการปรับเพดานค่าจ้างได้ที่ ประกันสังคมปี 2569 เปลี่ยนอะไรบ้าง) เงินที่เข้าบัญชีชราภาพต่อเดือนในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งใช้อัตราปกติ เป็นดังนี้
| กรณี | ต่อเดือน |
|---|---|
| ม.33 เงินเดือน 15,000 บาท ผู้ประกันตน 450.00 บาท + นายจ้าง 450.00 บาท | 900.00 บาท |
| ม.33 เงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาท ขึ้นไป ผู้ประกันตน 525.00 บาท + นายจ้าง 525.00 บาท | 1,050.00 บาท |
| ม.39 คำนวณจากหลักเกณฑ์ ไม่มีส่วนของนายจ้าง | 288.00 บาท |
เดือนที่มีประกาศลดเงินสมทบอาจเข้าบัญชีน้อยกว่านี้ เช่น เดือนตุลาคม 2565 ถึงธันวาคม 2565 ที่ลดเงินสมทบทั่วประเทศ เข้าบัญชีชราภาพฝ่ายละ 1% และอีกหลายช่วงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเข้าบัญชีชราภาพเท่าไร
ผลตอบแทนที่ประกาศแต่ละปี
ประกาศสำนักงานประกันสังคมฉบับล่าสุดกำหนดผลตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพของ ม.33 และ ม.39 ปีละ 2.97% ของเงินสมทบและผลตอบแทนสะสม มีผลตั้งแต่ 2 เมษายน 2569 (ครั้งก่อน 2.81%) เครื่องคำนวณคิดผลตอบแทนทบต้นรายปีด้วยอัตราที่ประกาศของแต่ละปีตั้งแต่ปี 2558 ส่วนปีก่อนหน้านั้นซึ่งเราไม่มีข้อมูลอัตราที่ประกาศ และปีที่ยังไม่ประกาศ ใช้ 2.97% และแสดงช่วงที่เป็นไปได้ถ้าผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2.53% ถึง 4.52% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดและสูงสุดของปี 2558 ถึง 2568
| ปี | ผลตอบแทนต่อปี |
|---|---|
| ปี 2558 | 3.21% |
| ปี 2559 | 3.65% |
| ปี 2560 | 3.61% |
| ปี 2561 | 3.16% |
| ปี 2562 | 4.52% |
| ปี 2563 | 2.75% |
| ปี 2564 | 2.83% |
| ปี 2565 | 3.46% |
| ปี 2566 | 2.53% |
| ปี 2567 | 2.81% |
| ปี 2568 | 2.97% |
ตัวเลขย้อนหลังรวบรวมจากแหล่งข้อมูลรอง ส่วนอัตรา 2 ปีล่าสุดตรวจสอบกับประกาศสำนักงานประกันสังคมในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ทำไมตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณ
- เครื่องคำนวณถือว่าเงินเดือนเท่ากันทุกเดือน และส่งติดต่อกันจนถึงเดือนสุดท้ายที่เลือก ยอดจริงคิดจากเงินที่ส่งจริงแต่ละเดือน
- บางช่วงรัฐบาลลดอัตราเงินสมทบ และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเดือนเหล่านั้นเข้าบัญชีชราภาพเท่าไร เดือนแรก ๆ ของกองทุนก็เช่นกัน เครื่องคำนวณใช้ค่าประมาณและบอกจำนวนเดือนนั้นไว้ใต้ผล
- เครื่องคำนวณไม่ได้ถามจังหวัด เดือนที่ลดเงินสมทบเฉพาะพื้นที่ประสบภัยจึงคิดเหมือนเดือนปกติ
- วิธีคิดผลตอบแทนภายในปีเป็นสมมติฐาน และปีที่เราไม่มีอัตราที่ประกาศ (ปีก่อน 2558 และปีที่ยังไม่ประกาศ) ใช้อัตราสมมติ 2.97%
ยอดเงินกรณีชราภาพที่สำนักงานประกันสังคมแจ้งแม่นยำที่สุด ถ้ามียอดนั้น กรอกใน “กรอกยอดเงินชราภาพจากสำนักงานประกันสังคม (ถ้ามี)” เครื่องคำนวณจะใช้ยอดนั้นแทนเดือนก่อนหน้า แล้วประมาณเฉพาะเดือนหลังจากนั้นกับผลตอบแทน
สูตรใหม่ (CARE) ยังไม่มีผลบังคับใช้
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการของร่างกฎกระทรวงกรณีชราภาพฉบับใหม่ (สูตร CARE) แล้ว แต่ ณ วันที่เราตรวจสอบข้อมูลล่าสุด (29 กันยายน 2569) ร่างนี้ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงยังไม่มีผลบังคับใช้ ตามร่างที่เผยแพร่ ผู้ที่ส่งเงินสมทบไม่ถึง 12 เดือน จะได้ส่วนของนายจ้างและผลตอบแทนด้วย ระหว่างนี้เครื่องคำนวณใช้หลักเกณฑ์ปัจจุบันตามที่อธิบายในหน้านี้
บำเหน็จหรือบำนาญ
ถ้าส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน จะได้บำนาญรายเดือนตลอดชีวิตแทนบำเหน็จ ถ้าใกล้ครบแล้ว การส่งต่อ (เช่น ส่ง ม.39) จนครบอาจทำให้ได้รับเป็นบำนาญ เทียบได้ที่ เครื่องคำนวณบำนาญชราภาพ ส่วนเงื่อนไขและสิทธิของการส่ง ม.39 เทียบกับ ม.33 และ ม.40 ดูได้ที่ ม.33 ม.39 ม.40 ต่างกันยังไง